จมูกข้าวสาลี ของดีคู่ไทย มีประโยชน์สำหรับผมและผิว

e0b882e0b989e0b8b2e0b8a7e0b8aae0b8b2e0b8a5e0b8b51

ข้อดีของจมูกข้าวสาลี ที่ไม่ควรมองข้าม เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคกระเพราะอาหารอักเสบ

ข้าวสาลีธัญพืชอย่างดีที่มีการบริโภคกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีประโยชน์เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคกระเพาะอาหารอักเสบและผู้ป่วยในระหว่างพักฟื้น

จมูกข้าวสาลี ได้มาจากเมล็ดข้าวทุกพันธุ์  เช่น ข้าวเหนียว ข้าวจ้าว ข้าวฟ่าง  ข้าวโอ๊ต และข้าวสาลีเป็นต้น จมูกข้าวสาลี  ส่วนประกอบของเมล็ดข้าวสาลี เป็นส่วนปลายเมล็ดข้าวพบในข้าวทุกชนิดไม่ขัดสีซึ่งข้าวสาลีขัดขาวที่นิยมนำมาทำแป้งขนมปังจึงมีคุณค่าทางโภชนาการลดลง เนื่องจากถูกขัดสีเอาจมูกออกไป  จมูกข้าวสาลีนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยสารอาหารมากมาย คือ วิตามินอี ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง อัมพาต หลอดเลือดหัวใจ ต้อกระจก  บรรเทาอาการท้องผูก โรคเกี่ยวกับเบาหวาน กระเพาอาหาร เหมาะสำหรับผู้ป่วยระยะพักฟื้น นอกจากนี้ยังช่วยให้นอนหลับง่าย ลดความดันโลหิตสูง  ลดน้ำตาล ลดอ้วน ชะลอวัย อีกด้วย

จมูกข้าวสาลีประกอบด้วยวิตามิน บี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 กรดโฟริก ไบโอดีน และเกลือแร่ ได้แก่ โซเดียม โปตัสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ทองเเดง สังกะสี กำมะถันและคลอไรด์

Advertisements
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

แหล่งกำเนิดข้าวสาลี

aHR0cDovL3AzLmlzYW5vb2suY29tL2d1LzAvcGljZnJvbnQvbWFpbi8yMzMxYjE3cDI0My5qcGc=

จากการสำรวจแหล่งพันธุกรรมของข้าวสาลี   และการขุดซากพืชจากชุมชนโบราณทำให้ทราบว่าแหล่งกำเนิดของข้าวสาลีอยู่ในเขตเอเซียตะวันตกเฉียงใต้ ได้แก่ บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอิหร่าน อิรัก ตรุกี ซีเรียเลบานอน  อิสราเอล  และจอร์แดน ข้าวสาลีที่เป็นพันธุ์ป่านั้น มีลักษณะของเมล็ดและรวงที่สามารถแพร่พันธุ์ไปได้เอง คือเมล็ดมีเปลือกหุ้มและรวงเปราะเมื่อข้าวสุกเต็มที่ ส่วนพันธุ์ปลูกที่เกิดจากการคัดเลือกของมนุษย์นั้น ส่วนใหญ่มีลักษณะไม่ติดเปลือกและก้านรวงเหนียว ไม่หักออกจากกันเมื่อแก่
ข้าวสาลีพันธุ์ที่โบราณที่สุดเป็นพวกดิพพลอยด์  มนุษย์ใช้เป็นอาหารเมื่อประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยได้มีการค้นพบซากเมล็ดข้าวสาลี ชนิดนี้ในเขตซีเรียเหนือ  ซึ่งเป็นพวกมีลักษณะรวงเปราะและเมล็ดติดเปลือก มนุษย์คงเก็บข้าว
สาลีพวกนี้จากที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ  ระยะต่อมา  (ประมาณ ๙,๐๐๐ – ๙,๕๐๐ ปีมาแล้ว) ได้มีการปลูกข้าวสาลีดิพพลอยด์ที่มีลักษณะดีขึ้นกว่าเดิม คือ เมล็ดติดเปลือกและก้านรวงเหนียวข้าวสาลีชนิดนี้ได้แพร่กระจายออกไปยังแหลมบอลข่าน ลุ่มแม่น้ำดานูบ และลุ่มแม่น้ำไรน์ ครั้นถึงยุคสัมฤทธิ์และยุคเหล็กตอนต้น ข้าวสาลีชนิดนี้ได้แพร่หลายไปในยุโรปและตะวันออกใกล้
ในยุคต่อมา ข้าวสาลีในธรรมชาติได้มีวิวัฒนาการไปเป็นพวกเตตราพลอยด์ โดยในขั้นแรกเป็นพวกเมล็ดติดเปลือก และรวงเปราะแล้วกลายเป็นชนิดเมล็ดติดเปลือกแต่ก้านรวงเหนียว ข้าวสาลีชนิดนี้แพร่หลายไปกว้างขวาง
มาก  พบว่ามีปลูกในอิรักเมื่อ  ๘,๐๐๐ ปีก่อน และขยายไปสู่อียิปต์ ยุโรป เอเชียยกลาง และอินเดีย เมื่อ ๖,๐๐๐ – ๗,๐๐๐ ปีมาแล้ว และมีปลูกในเอธิโอเปียเมื่อ ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว  ต่อมาเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีก่อน ได้เกิดข้าวสาลีชนิดเตตราพลอยด์ ซึ่งเมล็ดไม่ติดเปลือก
ข้าวสาลีชนิดที่เกิดขึ้นล่าสุดในวิวัฒนาการนั้น เป็นพวกเฮกซาพลอยด์ ซึ่งได้มีการขุดค้นพบซากข้าวสาลีชนิดนี้ในซีเรียเมื่อ  ๙,๐๐๐ ปีมาแล้ว ข้าวสาลีชนิดนี้มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดีกว่าพวกดิพพลอยด์และเตตราพลอยด์จึงมีการปลูกแพร่หลายในส่วนต่าง ๆ ของโลกในปัจจุบัน
ข้าวสาลีที่มีอยู่ในธรรมชาตินั้น อาจแบ่งออกเป็นพวก ๆ ได้ตามจำนวนโครโมโซมของพืช ได้แก่พวก
ก. ดิพพลอยด์ (diploid) มีโครโมโซม ๗ คู่
ข. เตตราพลอยด์ (tetraploid) มีโครโมโซม ๑๔ คู่
ค. เฮกซาพลอยด์ (hexaploid) มีโครโมโซม ๒๑ คู่

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

โรคของข้าวสาลี

โรคต้นแห้ง (seedling blight)
    เกิดจากเชื้อราชื่อ Sclerotium rolfsii โรคนี้จะมีอาการให้เห็น โดยเชื้อราสร้างเม็ดขยายพันธุ์บนส่วนของรากพืช ทำให้ต้นกล้าข้าวสาลีตาย เป็นมากในสภาพน้ำขัง ป้องกันได้ โดยใช้สารเคมีคาร์บ็อกซินคลุกเมล็ดก่อนปลูก หรือปรับดินไม่ให้เป็นกรด โดยใส่ปูนขาว หรือปูนมาร์ล ในอัตรา ๓๐๐-๕๐๐ กิโลกรัม/ไร่
โรคใบจุดสีน้ำตาล (spot blotch)
เกิดจากเชื้อราชื่อ Helminthosporium sativum ทำให้เกิดอาการโคนเน่าและรากเน่า ถ้าต้นไม่ตาย ใบจะมีแผลเป็นจุดสีน้ำตาล ข้าวสาลีที่เป็นโรคนี้ อาจออกรวง โดยไม่ติดเมล็ดเลย หรือติดเมล็ดบ้างแต่เมล็ดลีบ ป้องกันโรคนี้ได้โดยปลูกพันธุ์ต้านทาน ปลูกพืชหมุนเวียน และใช้สารเคมีคลุกเมล็ดก่อนปลูก

โรคราสนิมใบ (leaf rust)
เกิดจากเชื้อราชื่อ Puccinia recondita มักพบในฤดูปลูกข้าวสาลีที่มีอากาศร้อนชื้น มีแผลเกิดขึ้นบนใบ และกาบใบ แผลมีสีส้มเข้ม ซึ่งเป็นสีสปอร์ที่เชื้อราสร้างขึ้นมา อาการของโรคจะเริ่มปรากฏจากใบล่างๆ แล้วลามขึ้นไปทางยอด ใบที่เป็นโรคจะตายไป

โรคราเขม่า (loose smut)
เกิดจากเชื้อราชื่อ Ustilage tritici รวงข้าวสาลีที่เป็นโรคนี้จะมีสปอร์สีดำขึ้นเต็มรวง เมื่อเป็นมากส่วนต่างๆ ของเมล็ดและดอกข้าวสาลีจะกลายเป็นฝุ่นลอยไปในอากาศ เหลือไว้แต่แกนรวงเปล่าๆ

ป้องกันโรคนี้ได้ โดยเอาเมล็ดแช่น้ำร้อนก่อนปลูก หรือใช้พันธุ์ต้านทานโรค

โรคราแป้ง (Powerdery wildew)
เกิดจากเชื้อราชื่อ Erysiphe graminis f. sp. trilici อาการของโรคเกิดที่ใบและกาบใบ ที่แผลใบจะมีลักษณะเป็นสีขาวหรือเทา ซึ่งเป็นเส้นใยและเมล็ดขยายพันธุ์ของเชื้อรา ใบและกาบใบจะมีสีเหลืองหรือน้ำตาล ต้นจะแกร็นและอาจไม่ออกรวง ถ้าออกรวงเมล็ดที่ได้จะลีบกว่าปกติ ป้องกันโรคนี้ได้โดยปลูกพันธุ์ต้านทาน

โรครวงแห้ง (scab)
เกิดจากเชื้อราชื่อ Fusarium sp. โรคนี้สามารถเข้าทำลายต้นข้าวสาลีได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ทำให้ต้นเน่าหรือแห้งตายไป ถ้าอยู่รอดถึงออกรวง จะทำให้รวงแห้ง อาจได้เมล็ดบ้าง แต่เมล็ดที่ได้จะลีบสีเมล็ดซีด ป้องกันได้โดยปลูกพืชหมุนเวียน ใช้สารเคมีคลุกเมล็ด หรือใช้พันธุ์ต้านทานโรค

โรครากปม (root knot)
เกิดจากไส้เดือนฝอยรากปมชื่อ Meloidogyne graminicola เข้าทำลายรากข้าวสาลี ทำให้ต้นข้าวสาลีเกิดอาการแคระแกร็น และเมล็ดลีบ ป้องกันได้โดยปลูกพันธุ์ต้านทานโรค ปลูกพืชหมุนเวียน ปลูกดาวเรืองป่าแซมในแปลงข้าวสาลี ใช้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาด และเพิ่มการใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ลงในดิน

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

สารอาหารในต้นกล้าข้าวสาลี

  สารอาหารในต้นกล้าข้าวสาลี

กรดอะมิโน – ทริปโตเฟน ,กรดกลูตามิก ,อะลานีน ,เมทไทโอนีน ,อัลจินีน ,ไลซีน ,กรดแอสพาติก ,ซีสตีน,ไกลซีน ,ฮีสทีดีน ,ไอโซลิวซีน ,ลิวซีน ,ฟีนิวอะลานีน ,โปรลีน ,ซีลีน ,ทรีโอนีน ,ไทโรซีน ,วาลีน

วิตามิน – วิตามินซี ,วิตามินอี(ซักซิเนต) ,เบตา แคโรทีน(วิตามินเอ) ,ไบโอติน ,โคลีน ,กรดโฟลิก ,บี1 (ไทอามีน), บี 2 (ไรโบฟลาวิน) , บี 3 (ไนอะวิน) , บี 6 (กรดแพนโททีนิก) , บี 12 , วิตามินเค

แร่ธาตุ – สังกะสี ,ซีลีเนียม ,ฟอสฟอรัส ,โพแทสเซียม ,แคลเซียม ,โบรอน ,คลอไรด์ , โครเมียม, โคบอลต์ ,ทองแดง,ไอโอดีน , เหล็ก, แมกนีเซียม ,นิเกล ,โซเดียม ,ซัลเฟอร์  และอื่นๆ

กรดไขมัน(จำเป็น) – กรดไลโนเลนิก , กรดไลโนเลอิก

เอนไซม์ (มากกว่า 80 ชนิด) – เปอร์ออกซิเดส ,ฟอสฟาเตส , คาตาเลส, ไซโตโครม, ออกซิเดส , ดีเอ็นเอส,อาร์เอ็นเอส ซุปเปอร์ออกไซด์ ,เฮกโซไคเนส , มาลิก ดีไฮโดรจีเนส, ไนเตรต รีดรักเตรส , ไนโตรเจน ออกซีรีดรักเตรส ,เฟทตี แอซิส ออกซิเดส ,ฟอสโซไลเปส ,โพลีฟีโนลอคซิเดส, ดิสมิวเทส ,ทรานไฮโดรจีเนส

 ไฟโตเคมิคอล – คลอโรฟิลล์ , ไบโอฟลาวินอยด์

ไม่น่าเชื่อว่าในต้นกล้าเล็กๆ จะประกอบด้วยสารอาหารมากมายถึงเพียงนี้  ในต้นกล้า พบว่ามี แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ในปริมาณสูง นอกจากนี้ยังประกอบด้วยแร่ธาตุอื่นๆ เช่น สังกะสี ซีลีเนียม  ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานของหัวใจและระบบภูมิคุ้มกัน  ในส่วนของวิตามิน ต้นหญ้าประกอบด้วยวิตามินบีหลายชนิด รวมถึงไบโอติน  กรดแพนโททีนิก และโคลีน (เลซิติน)จำนวนมาก   สำหรับโปรตีนในต้นหญ้าจะเป็นโพลีเปปไทด์สายสั้น ซึ่งย่อยง่ายและสามารถใช้งานได้รวดเร็ว  ซึ่งโปรตีนเหล่านี้ประกอบด้วยกรดอะมิโนประมาณ 20 ชนิด ทั้งชนิดจำเป็นและไม่จำเป็น

จากคุณค่าดังกล่าวข้างต้น ต้นกล้าข้าวสาลีจัดได้ว่าเป็นอาหารมหัศจรรย์ที่เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย  ไม่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยเท่านั้น  และต้นกล้าข้าวสาลียังมีคุณสมบัติอื่นๆที่เป็นประโยชน์ ได้แก่

  • ช่วยกำจัดสารพิษและสารก่อมะเร็งภายในร่างกาย
  • ปรับความผิดปกติของระดับน้ำตาลในร่างกาย
  • ช่วยป้องกันฟันผุ
  • เพิ่มปริมาณฮีโมโกลบิน
  • ช่วยป้องกันผมหงอก
  • เพิ่มประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหาร
  • ลดความดันโลหิต
  • ช่วยป้องกันและสามารถใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง

เนื่องจากในต้นกล้าข้าวสาลีประกอบด้วยสารอาหารนานาชนิด ดังนั้นเพียงคุณดื่มน้ำต้นกล้าข้าวสาลีคั้นสดเพียง 1 มิลลิลิตร คุณจะได้รับสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโนในปริมาณที่เทียบเท่ากับการรับประทานผัก-ผลไม้ 1 กิโลกรัมเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าการรักษามะเร็งด้วยการดื่มน้ำคั้นต้นกล้าข้าวสาลีจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  แต่อย่างไรก็ตามการรักษามะเร็งนั้นต้องปรับวิถีการดำเนินชีวิตให้เข้าสู่สมดุลทั้งในเรื่องของอาหาร จิตใจ สภาวะแวดล้อม การหายใจ การออกกำลังกาย

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ต้นกล้าข้าวสาลีกับการรักษามะเร็ง

 เนื่องจากเซลล์มะเร็งจะสามารถขยายและเพิ่มจำนวนได้ดีในภาวะเป็นกรดและมีออกซิเจนต่ำ ดังนั้นการรักษามะเร็งด้วยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้มีออกซิเจนจำนวนมากและมีสภาวะเป็นด่างจะช่วยยับยั้งการแพร่ของเซลล์มะเร็งได้   ซึ่งการใช้ต้นกล้าข้าวสาลีก็เป็นอีกคำตอบหนึ่งสำหรับการรักษามะเร็งด้วยหลักการดังกล่าว เนื่องจากในต้นกล้าข้าวสาลีประกอบด้วยคลอโรฟิลล์ที่มีลักษณะโครงสร้างคล้ายกับฮีโมโกลบินซึ่งเป็นสารนำพาออกซิเจนไปสู่เซลล์ในร่างกายมนุษย์ และคลอโรฟิลล์ที่มีอยู่ในต้นกล้าข้าวสาลีนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนฮีโมโกลบินจึงช่วยเพิ่มจำนวนออกซิเจนแก่เซลล์มะเร็ง  นอกจากนี้สารซีลีเนียมในต้นกล้าข้าวสาลียังมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง   ตลอดจนต้นกล้าข้าวสาลียังจัดเป็นอาหารที่มีค่าเป็นด่างซึ่งมีประโยชน์สำหรับร่างกายมนุษย์อย่างมาก

ในต้นกล้าข้าวสาลีประกอบด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระมากมายได้แก่

  • คลอโรฟิลล์ เป็นองค์ประกอบในพืชที่ทำหน้าถ่ายทอดพลังงานจากแสงอาทิตย์ไปสู่ห่วงโซ่อาหารอันดับต่อไป อันได้แก่ สัตว์และมนุษย์    โดยโครงสร้างทางเคมีของคลอโรฟิลล์จะมีลักษณะคล้ายฮีโมโกลบินซึ่งเป็นสารประกอบในเม็ดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่นำพาออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆในร่างกาย (คลอโรฟิลล์ต่างจากฮีโมโกลบินที่อะตอมของธาตุตรงกลางโมเลกุลของคลอโรฟิลล์เป็นแมกนีเซียม ในขณะที่คลอโรฟิลล์เป็นธาตุเหล็ก)    คุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ต่อร่างกายอาจสรุปได้ง่ายๆ ดังนี้

1) ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย  มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียที่บริเวณแผล ตลอดจนสามารถต้านเชื้อราในทางเดินอาหารได้ด้วย                                                                                                                                                                           2) ช่วยลดการอักเสบ ดังนั้นจึงสามารถใช้บรรเทาอาการข้อต่ออักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ อาการเจ็บคอได้                                                                                                                                                                       3) เพิ่มจำนวนฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง                                                                                                                   และจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal mutation research พบว่าคลอโรฟิลล์เป็นสารที่มีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้ดีกว่าเบตา-แคโรทีน วิตามินเอ,ซี,อี เนื่องจากคลอโรฟิลล์สามารถกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเซลล์และยังปล่อยออกซิเจนให้แก่เซลล์

  • เอนไซม์ SOD ( superoxide dismutase) เป็นเอนไซม์ที่พบได้ในต้นอ่อนของพืชและจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนสารอนุมูลอิสระซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายให้เป็นไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์(ซึ่งสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้)และออกซิเจน     จากการศึกษาพบว่าในเซลล์มะเร็งจะมีเอนไซม์นี้น้อยมากหรือไม่มีเลย  ดังนั้นการได้รับเอนไซม์ชนิดนี้จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้
  • เอนไซม์ไซโตโครมออกซิเดส จากการศึกษาของ Paul Seeger พบว่าสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งคือ เกิดการทำลายเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจ ได้แก่ ไซโตโครมออกซิเดส หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ มะเร็งเกิดจากการเสียสมดุลของการหายใจหรือการใช้ออกซิเจนของเซลล์
  • กรดแอปไซซิส (abscisic acid) จากการศึกษาของDr. Livington-Wheeler พบว่าเซลล์มะเร็งจะผลิตสารที่มีลักษณะคล้ายฮอร์โมนโคริโอนิก โกนาโดโทรปิน ซึ่งกรดแอปไซซิสนั้นสามารถยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนโคริโอนิก โกนาโดโทรปินได้

หมายเหตุ หลายท่านคงอาจสงสัยว่าหลังจากตัดต้นกล้าข้าวสาลีแล้ว เราสามารถทิ้งไว้ได้นานเท่าไหร่ก่อนที่จะกิน  ซึ่งAnn Wigmore แนะนำว่าควรกินทันทีหลังจากตัดหรือคั้นเสร็จ  แต่อย่างไรก็ตามพบว่ากรดแอปไซซิสในต้นกล้าข้าวสาลีที่ตัดทิ้งไว้ 4 ชั่วโมงจะมีมากถึง 40 เท่าของต้นกล้าข้าวสาลีที่เพิ่งตัดทันที    จากข้อมูลข้างต้นท่านอาจสงสัยว่าระยะเวลาที่เหมาะสมคือเท่าไร  คำตอบก็คือทั้ง 2 ช่วงเวลา  นั่นคือเมื่อคุณตัดต้นกล้าข้าวสาลีแล้วส่วนหนึ่งคุณควรคั้นแล้วดื่มทันทีที่คั้นเสร็จ  และต้นกล้าข้าวสาลีอีกส่วนหนึ่งให้ทิ้งไว้ 4 ชั่วโมงก่อนนำมาคั้น

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

สารอาหารในผงข้าวสาลีอ่อนกริมส์

 มันเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาเมื่อทราบว่าคุณค่าทางอาหารในผงวีทกราสกริมส์ มีคุณค่าต่อร่างกายอย่างมากมาย และไม่สามารถค้นพบได้ในพืชชนิดใดๆบนโลกนี้ สารอาหารจากต้นข้าวสาลีอ่อนมีคุณค่าต่อระบบสุขภาพ และทำฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่สึกหรอในร่างกายได้เป็นอย่างดียิ่ง

สารอาหารในผงข้าวสาลีอ่อนกริมส์

• ต้นกล้าข้าวสาลีอ่อนได้รับการยกย่องว่าเป็นยาที่มีประสิทธิภาพครอบจักรวาล จากนักธรรมชาติบำบัดทั้งหลายทั่วโลก เนื่องจากมีสารอาหารที่มีคุณค่าทางธรรมชาติอย่างครบถ้วน

• ในหลายปีที่นักธรรมชาติบำบัดจากหลายประเทศ ได้พยายามค้นคว้าอย่างลึกซึ้ง และได้ทำการทดลองเพื่อให้ทราบถึงประสิทธิภาพของผงข้าวสาลีอ่อนอย่างจริงจัง และจนถึงปัจจุบันก็ยังมีการค้นคว้าต่อไปเพื่อให้พบว่า ข้าวสาลีอ่อนมหัศจรรย์นั้นเป็นของขวัญอันล้ำค้าสำหรับมวลมนุษยชาติ . ให้มีสุขภาพที่ดี

• ข้าวกล้าสาลีอ่อนเพาะปลูกในดินและ เก็บเกี่ยวในวันที่ 7 ซึ่งเป็นเวลาที่ต้นข้าวกล้าสาลีมีคุณประโยชน์ทางอาหารมากที่สุด

• วีทกราสมีคุณค่าทางอาหาร วิตามิน เกลือแร่ อย่างพร้อม รวมทั้งกรดอมิโน เอ็นไซม์ ครอโรฟิลล์ และ กากใย

• ครอโรฟิลล์มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค และเป็นยาปฎิชีวินะธรรมชาติ ซึ่งจะเห็นได้ในการใช้รักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางแผลในกระเพาะอาหารภาวะผิวพรรณเสีย, เส้นเลือดขอด รักษาแผลต่างๆ เป็นต้น

• การรับประทานผงวีทกราสกริมส์ จะช่วยในการขจัดสารพิษต่างๆจากร่างกาย ซึ่งสัมผัสได้จากกลิ่นกายที่สะอาดขึ้น ครอโรฟิลล์ เป็นสารอาหารจากผงข้าวสาลีที่ไม่มีผลกระทบเสียหายต่อร่างกาย ตรงกันข้ามกับสร้างภูมิให้ร่างกายแข็งแรง จากการทดลองได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ผงข้าวสาลีอ่อนสามารถลดความเจ็บปวด และผลกระทบจากการฉายรังสี และ การให้เคมีบำบัดในผู้ป่วย จึงขอแนะนำให้ผู้ป่วยที่ทำการรักษาโรคมะเร็งด้วยการฉายรังสี หรือ เคมี บำบัด ได้ทานหรือดืมน้ำข้าวสาลีอ่อนทุกวัน

• ผงข้าวสาลีอ่อนกริมส์ มีสารอาหารมากถึง 90 ชนิด มีกรดอมิโน 19 ชนิด รวมทั้งกรดอมิโนจำเป็น 9 ชนิด EAA(essential amino acids).

• โมเลกุลของโครงสร้างครอโรฟิลล์จากข้าวสาลีอ่อน มีลักษณะโครงสร้างเหมือนเม็ดเลือดแดง หรือ ฮีม Heme ดังนั้นจึงเปรียบเหมือนเลือดสีเขียวจากต้นข้าวสาลี

• ค่าความเป็นกรด และด่าง หรือ pH .ในมนุษย์จะมีค่าความเป็นด่างที่ 7 จึงสามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสด

• ผงวีทกราส100 กรัม จะมีค่าเท่ากับ ต้นกล้าข้าวสาลีอ่อน 1 กิโลกรัม หรือ จะเทียบกับพืชผักชนิดอื่นมากถึง 23 กิโลกรัม

         • ผงวีทกราส มีคุณค่าทางอาหารไฟเบอร์ จึงช่วยรักษาระดับเลือดและน้ำตาลในเลือดให้เกิดความสมดุลย์ รวมทั้ง ไขมันครอเลสเตอร์รอล และป้องกันภาวะท้องผูกได้ดี.

สารอาหารของกริมส์วีทกราส

 หมายเหตุ: ต้นข้าวสาลีอ่อนมีส่วนผสมของสารอาหารมากมายตามที่กล่าวอ้าง รวมทั้งสารคาร์โรทีนอยส์ เกลือแร่ และแร่ธาติที่สำคัญต่อร่างกาย ซึ่งความจริงนี้ได้รับการตรวจสอบ และรับรองโดยสถาบัน NABL หน่วยงานของรัฐบาลประเทศอินเดีย

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Wheatgrass Juice … ต้นข้าวสาลีอ่อน

1. เพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงและช่วยลดความดันเลือด

2. ทำความสะอาดเลือด, อวัยวะและทางเดินอาหาร

3. ต้นข้าวสาลีอ่อนยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญอาหารของร่างกายและระบบเอนไซม์ของเลือดนอกจากนี้ยังช่วยในการลดความดันโลหิตโดยการขยายทางเดินเลือดทั่วร่างกาย

4. กระตุ้นต่อมไทรอยด์การแก้ไขโรคอ้วน, อาหารไม่ย่อย

5. ปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่างของเลือด ,แร่ธาตุที่เป็นด่างจะช่วยลดความเป็นกรดมากเกินไปในเลือด

6. สามารถบรรเทาอาการปวดภายใน,รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ,อาการลำไส้ใหญ่บวม , ท้องผูกท้องเสียและโรค อื่น ๆ ของระบบทางเดินอาหาร

7. มีประสิทธิภาพล้างสารพิษในตับและเลือด

8. เอ็นไซม์และกรดอะมิโนที่พบในต้นข้าวสาลีอ่อนสามารถปกป้องเราจากสารก่อมะเร็ง ที่เราได้รับจากอาหาร ยา และมลพิษต่างๆ เพราะวีทกราสสามารถเพิ่มออกซิเจนให้กับเซลล์ในร่างกาย แต่เซลล์มะเร็งอยู่ไม่ได้ในที่มีออกซิเจน

9. การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าน้ำต้นข้าวสาลีอ่อนมีความสามารถที่มีประสิทธิภาพที่จะต่อสู้กับเนื้องอก และสารพิษโดยไม่มีความเป็นพิษตกค้างในร่า่งกาย

10.สารที่พบในน้ำหญ้าทำความสะอาดเลือดและปรับสภาพ สามารถย่อยสลายสารพิษในเซลล์ของเรา

11. การทานน้ำวีทกราสสดๆ ทำให้ได้เอนไซม์ที่ที่มีชีวิต เราสามารถได้รับประโยชน์จากเอนไซม์จำนวนมากที่พบในหญ้า
เอ็นไซม์จะถูกทำลายหมดไปถ้าเรานำไปผ่านความร้อน เช่น การ Pasturize ,Sterize,UHT. บรรจุลงกล่องหรือขวด เพื่อเป็นการยืดอายุ
12. ในน้ำวีทกราสมีรงควัตถุสีเขียว คลอโฟิลล์ ที่มีโมเกุลมคล้ายคลึงกับ เม็ดเลือดของมนุษย์. โดยเม็ดเลือดหรือที่เรียกว่าเฮโมโกลบิน มีหน้าที่พาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย

ดร. Yoshihide Hagiwara, ประธานของ Hagiwara สถาบันสร้างเสริมสุขภาพในประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้สนับสนุนในการำนำ วีทกราสมาเป็นอาหารและยา เขาให้เหตุผลว่า เนื่องจากคลอโรฟิลสามารถละลายได้ในไขมัน และเมื่อไขมันถูกดูดซึมเข้าไปในเลือดโดยตรงผ่านทางระบบน้ำเหลือง ดังนั้นคลอโรฟิลล์ หรือที่เรียกว่า “เลือดของพืช” ถูกดูดซึมในมนุษย์จะกลายเป็นเลือดของมนุษย์ซึ่งจะช่วยการขนส่งสารอาหารและออกซิเจนไปยังเซลล์ต่างๆของร่างกาย

13. ต้นข้าวสาลีอ่อนกระตุ้นการทำความสะอาดอย่างรวดเร็วของลำไส้ สามารถลดเศษซากอาหารที่ตกค้างอยู่ในลำไส้

14.นำมาใช้กับผิวภายนอกสามารถช่วยขจัดอาการคันเกือบจะในทันที

15.ทำหน้าที่เป็นยาฆ่าเชื้อ. ลูบลงในหนังศีรษะก่อนสระผมจะช่วยซ่อมผมเสียและบรรเทาอาการคัน

16.นำวีทกราส มาพอกรักษาอาการผิวหนังที่ถูก เผาไหม้, เป็นผื่นคัน, เท้าของนักกีฬา, แมลงกัดต่อย, น้ำร้อนลวก, ฝี, แผลเปิด, เนื้องอก, และอื่น ๆ . ใช้เป็นยาพอกและแทนที่ทุก 2-4 ชั่วโมง

17.ขจัดสารพิษเช่นแคดเมียม, นิโคติน, Strontium, ปรอท, และโพลีไวนิลคลอไรด์

18.ช่วยให้ผมกลับมาเป็นสีดำตามธรรมชาติอีกครั้ง แก้ผมหงอก

19. ต้นข้าวสาลีอ่อนจะทำความสะอาดเลือดและช่วยฟื้นฟูเซลล์ชรา, ชะลอริ้วรอย กระบวนการเสื่อมของร่างกายต่างๆจะชะลอลง ทำให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

20.เอนไซม์ที่พบในต้นข้าวสาลีอ่อน, SOD, จะลดผลกระทบจากการใช้รังสีและทำหน้าที่เป็นสารต้านการอักเสบที่อาจป้องกันความเสียหายของเซลล์ร่างกาย

นักโภชนากร ดร. เบอร์นาร์ดเจน พบว่าไม่มีผู้สร้างเลือดอื่น ๆ จะดีกว่าน้ำผลไม้และต้นข้าวสาลีอ่อนสีเขียว เมื่อผู้ป่วยดื่มน้ำผลไม้และต้นข้าวสาลีอ่อนสีเขียวเป็นประจำ จะทำให้อาการป่วยของเขาดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น